แอบเม้าท์กับ ‘โอม อวิรุทธ์’ ก่อน ‘ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2’ จะล้อมเมืองอีกระลอก

ปี 2017 เชื่อว่าหลายคนคงเพลินไปกับกระแสอีสานฟีเวอร์จากภาพยนตร์ ‘ไทบ้าน เดอะซีรีส์’ ที่ได้สร้างปรากฎการณ์ป่าล้อมเมืองให้วงการภาพยนตร์สเกลเล็กอีกครั้งด้วยการเริ่มต้นฉายหนังจากโรงฯภูมิภาค ก่อนลามไปสู่พื้นที่อื่นๆรวมถึงกรุงเทพฯ จนประสบความสำเร็จด้านรายได้และเสียงวิจารณ์ชื่นชมเป็นเอกฉันท์ ความแปลกของชื่อเรื่องที่สร้อยด้วยคำว่า ‘ซีรีส์’ แต่กลับเอาเข้าฉายในโรงฯ นอกจากเป็นจุดเด่นทำให้คนจำได้แม่นแล้ว การปลุกปั้นนักแสดงจากที่เคยโนเนมไม่มีใครรู้จักให้ฮอตจนมีฐานแฟนคลับปัจจุบันอยู่ในหลักล้าน ก็ยิ่งทำให้เกิดกระแสฮือฮาที่นาทีนี้ไม่มีใครหยุดพวกเขาอยู่

ล่าสุด ‘ไทบ้าน เดอะซีรีส์’ ยังสร้างความพีคอีกดอกให้ผู้ชมได้ตั้งตัวกันแทบไม่ทัน หลังประกาศว่าภาคต่อจากที่เคยจะคืนไปออนแอร์ทางโทรทัศน์กลับหักมุมเอาเข้าฉายในโรงฯอีกครั้งซะงั้น งานนี้เราเลยอดไม่ได้ที่จะแอบชวนหนึ่งในเบื้องหลังคนสำคัญของ ไทบ้าน เดอะซีรีส์ อย่าง โอม อวิรุทธ์ อรรคบุตร ที่ปัจจุบันนั่งแท่นโปรดิวเซอร์และผู้บริหาร เซิ้ง โปรดักชั่น ในวัยเพียง 25 ปี ศิษย์เก่านิเทศศาสตร์ มมส. รุ่นที่ 12 ของเรา มายืนเม้าท์ให้หายคันในหลายเรื่องที่เชื่อเหลือเกินว่าบางคนอาจจะยังไม่เคลียร์หรือแอบตกข่าวให้ได้โล่งใจขึ้น เพราะฉะนั้นเงี่ยหูเข้ามาฟังกันใกล้ๆ…

  • จุดยืนของ ‘ไทบ้าน เดอะซีรีส์’ ท่ามกลางกลุ่มไทบ้านอื่นๆ ก็ตีตื้นขึ้นมาไม่ได้น้อยหน้า ณ วันนี้เราอยู่ตรงไหน?

“สไตล์การทำงานของเราครับ คือต้องบอกว่าเราเป็นเด็กรุ่นใหม่และสดใหม่มากจริงๆ หลายอย่างเรามองไม่ค่อยเหมือนกับคนอื่นเขามองกัน เราลบภาพอีสานในอุดมคติและเล่าความจริง ซื่อสัตย์กับสิ่งที่มันเป็นอยู่ สิ่งที่มันเกิดขึ้นกับอีสานยุคนี้จริงๆ และขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความสนุก  ผลที่ออกมามันคือความเรียลและความจริงใจเวลาสื่อสารไปถึงคนดู เราไม่ได้ตั้งตัวเป็นคนส่งสารฝ่ายเดียวแล้วบังคับให้คนต้องรู้สึกตามแต่เราทำให้คนดูได้รู้สึกร่วม เมื่อคนดูได้เห็นเรื่องราวที่เราจะสื่อ ตัวละครที่เราปั้น สไตล์โปรดักชั่น ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้องหรืออาร์ตไดเรกชั่นต่างๆ ทุกคนจำเราได้ นั่นคือไทบ้าน เดอะซีรีส์ ณ วันนี้สไตล์เราจึงชัดเจนมาก เรามองว่าการที่กลุ่มอีสานหรือกลุ่มไทบ้านอื่นๆ ออกมาทำเรื่องราวหรือสื่อประเภทนี้กันเยอะเป็นเรื่องดีนะ ส่วนตัวไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง เพราะจุดประสงค์ของทุกกลุ่มก็อยากสื่อสารความเป็นอีสานออกไปให้คนรับรู้และจดจำเหมือนๆ กัน”

  • ซีรีส์สู่หนัง จากหนังไปซีรีส์ ซีรีส์กลับสู่หนังอีกที พลิกหลายตลบมาก มันคือความไม่ตั้งใจในความตั้งใจหรือเปล่า จุดเปลี่ยนล่าสุดที่ตัดสินใจ เอาซีรีส์ไทบ้านเข้าโรงฯ อีกครั้ง?

“จุดเปลี่ยนมันก็มาจากภาคแรกนั่นแหละครับ อย่างที่บอกมาตลอดว่าความตั้งใจเริ่มเลย คือ เราอยากทำซีรีส์ฉายทีวี แต่ด้วยความที่เราใหม่กันหมดทั้งทีม แน่นอนว่าแรกๆ มันเกิดปัญหาหลายอย่างตามมาเยอะ ตอนนั้นเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเข้าหาผู้ใหญ่ช่องต่างๆ ต้องเข้าไปยังไง เราไม่รู้เลยว่าจะหาคนมาสนับสนุนต้องเริ่มจากตรงไหน จับต้นชนปลายไม่ถูกคือมันตันไปหมด ก็เลยกลับมาตั้งต้นใหม่ที่การลงขันเงินกันเพื่อถ่ายตัวอย่างหนังไปขายสปอนเซอร์กับนายทุนก่อน ตอนนั้นรวมกันได้ประมาณหลักแสนมั้ง แล้วก็ทำกันจนเสร็จ หลังจากอัพลงเฟซบุ๊ควินาทีที่ยอดวิวตัวอย่างค่อยๆพุ่งไปแตะที่หลักล้านกว่าๆ เราดีใจมาก แล้วนายทุนใจดีซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่เขาเฝ้ามองเราอยู่แล้วแต่แรกก็ตัดสินใจทุ่มเงินมาช่วย 3 ล้าน จนเราเอาไปทำหนังเสร็จภาคแรกได้ฉายโรงฯ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากๆ จากคนดู พอมาครั้งนี้เราเลยอยากให้ภาคต่อมันกลับไปออนทีวีตามความอยากเดิม แต่พอไปคุยกับช่องต่างๆ อยู่เกือบครึ่งปี เราก็ยังเห็นทัศนคติหรือรูปแบบเดิมๆ ของซีรีส์ออนทีวีที่พยายามจะบิดเราให้กลายเป็นละครอยู่ ซึ่งเรามองว่ามันไม่ใช่สไตล์ที่เราอยากจะเป็น ด้วยทัศนคติไม่ตรงกันระหว่างช่องกับทีมงานเรา บวกกับทุนที่พอหามาแล้วคำนวนต่อมันสูงขึ้นเรื่อยๆ รู้เลยว่าทำไปยังไงก็ต้องเจ๊งชัวร์ๆ สุดท้ายเลยไม่ทำซีรีส์ ตัดสินใจเอาเงินก้อนสุดท้ายจากรายได้หนังภาคแรกประมาณเกือบ 9 ล้าน สร้างไทบ้าน เดอะซีรีส์ ภาค 2 เข้าฉายในโรงหนังซะเลย ซึ่งตอนนี้เราถ่ายเสร็จเกือบ 100% แล้วครับ เหตุผลที่ภาคนี้ใช้ทุนเยอะเพราะเราลงทุนเต็มที่ไปกับค่าแรงทีมงานในช่วงถ่ายทำ เหมาทุกคน 40 คิวแบบซีรีส์ ในระยะเวลา 4 เดือน อย่างที่บอกว่าโปรดักชั่นเราถ่ายทำกันแบบภาพยนตร์ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะมีปัญหาเมื่อเข้าโรงฯ รับรองว่าสไตล์ทั้งหมดของเรายังอยู่ครบ ติดแค่ต้องสื่อสารให้แฟนคลับที่ติดตามเข้าใจเราให้ได้มากที่สุดครับ เรายืนยันคำเดิมว่าเราซื่อจริงๆ เราก็ทำตามสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นจริงๆ ที่ผ่านมาส่วนหนึ่งมันอาจจะเกิดจากกระบวนการคิดที่ไม่แม่นพอก่อนตัดสินใจ แต่เมื่อมันมีปัญหาแล้วประเมินสถานการณ์ว่าไปไม่รอดหรือเกิดความไม่โอเคขึ้นกลางทาง เราก็ต้องมานั่งคิดว่าจะต้องแก้ปัญหายังไง อันนี้โอมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาในการทำงานอะไรก็ตาม ซึ่งมันไม่ใช่การโปรโมทไปก่อนแล้วมาหักมุมสร้างกระแสอะไรอย่างที่พูดกันแน่นอน”

  • ‘เพลงประกอบ’ ถือว่าเป็นปรากฎการณ์มากสำหรับกระแสไทบ้าน เดอะซีรีส์ จนทำให้ 2 เพลง (ทดเวลาบาดเจ็บ, บ่เป็นหยัง…เค้าเข้าใจ) จากช่องยูทูป ได้รับรางวัล Top 10 Music Youtube Thailand 2017 ครั้งล่าสุด ในฐานะคนบริหารค่ายมีส่วนวางทิศทางมันยังไงจนประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้?

            “อันนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับโปรดิวเซอร์เพลงที่ได้วางรูปแบบของเพลงไว้เป็นอย่างดี แต่ละเพลงมันผ่านการคิดหลายมุมมากครับ ส่วนตัวผมก็ดูทิศทางของเพลงว่าในช่วงนั้นมีเพลงอะไรบ้างที่จะปล่อยมาในช่วงเดียวกัน กลุ่มคนฟังแบบไหน เป็นกลุ่มเดียวกันกับเขาไหม ถ้าใช่หรือไม่ใช่ต้องทำยังไงต่อ เพลงเราควรจะอยู่ตรงไหนดี และที่มันไปไกลได้ขนาดนี้คงเป็นเพราะเราพยายามสร้างการมีส่วนร่วมกับแฟนคลับอยู่เสมอ ให้เขาได้เห็นเบื้องหลังยันเบื้องหน้า ตั้งแต่ที่มาของเพลงเกิดขึ้นได้ยังไง คอนเซปต์อะไร เรียกได้ว่ามีคลิปต่างๆปล่อยออกมาให้ดูตลอด มันเลยเหมือนถูกกลั่นกรอง ถูกทดลองหลายๆ อย่าง หลายๆ ขั้นไปในตัว ความแปลกอีกอย่างคือเราทำเพลงให้เหมือนมันยังไม่เสร็จ จบไม่สวย คือทำให้มันมีความขาดๆอะไรบางอย่างอยู่เพื่อให้คนฟังไปเติมเต็มความรู้สึกนั้นด้วยตัวของเขาเองเมื่อฟัง แล้วเราก็ค้นพบว่ามันเกิดเสน่ห์ กินใจ และคนอินมาก ยอมรับว่าเพลงนี่คือรายได้ส่วนหนึ่งที่เข้ามาหล่อเลี้ยงทีมของเราให้อยู่ได้ในทุกวันนี้ ศิลปิน 1 คน เราจะปล่อยเพลง 2-3 เพลงต่อปี ตอนนี้มี 4 คน คือ กวาง จิรพรรณ, บอย พนมไพร, ศาล ศาลศิลป์, เบียร์ ภควัฒน์ ที่เป็นแนวไทยสากล ถ้าถามว่าทิศทางข้างหน้ามันจะเป็นยังไงต่อไป จริงๆ ไม่ได้วางไว้อะไรขนาดนั้น แต่จะมีออกมาให้ได้ฟังกันตลอดครับ”

  • เข้าใจว่าไม่ง่ายกับการมายืนอยู่ตรงนี้ ด้วยวัยแค่นี้ อะไรคือแรงผลักดันให้เมื่อท้อแต่เราไม่ยอมถอย?

            “ส่วนตัวมองว่าที่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้เพราะเราได้รับโอกาส โอกาสนั่นแหละคือแรงผลักดันเรา เมื่อท้อผมจะมองกลับไปเห็นคนที่เคยให้โอกาสเรามา มีนายทุนที่ให้ทุนเราทำหนังภาคแรก มีพ่อแม่ที่ให้อิสระเราได้มาทำงานตรงนี้ มีเพื่อนๆ ในออฟฟิศที่หวังพึ่งเราซึ่งทุกคนก็ต้องคาดหวังจากเราเป็นธรรมดาว่าจะพาเขาไปถึงไหน มันเลยทำให้เราหยุดไม่ได้ ด้วยวัยแค่นี้ผมมองว่ามันค่อนข้างหนักมากนะที่ต้องมาแบกความรับผิดชอบเอาไว้หลายอย่าง อาจเพราะจริงๆ ไม่เคยตั้งใจว่าจะมาอยู่จุดนี้เลยด้วยซ้ำ เหมือนสถานการณ์ต่างๆ มันผลักเรามาเรื่อยๆมากกว่า เลยยังรู้สึกไม่ชิน แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเรามีคนต้องดูแลถึง 40-50 คน ทั้งทีมโปรดักชั่น นักแสดง ศิลปิน แผนกขายต่างๆ มันเลยทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอและห้ามท้อ ผมจะบอกกับตัวเองอยู่ตลอดว่า ‘ถ้าเราไม่รู้ เราต้องถาม’ อย่ามองว่าเราเก่งคนเดียว อย่าโซโล่เดี่ยว ให้ถือว่าคนที่ทำงานกับเราทุกคนคือคนที่แชร์ประสบการณ์ให้เรา”

  • อนาคตถึงขั้นว่าต่อไปไทบ้าน เดอะซีรีส์ จะเป็น ‘จักรวาล ไทบ้าน’ กันเลย แอบเล่าให้ฟังก่อนได้ไหม?

            “ชื่อมันก็บอกครับว่า ‘ไทบ้าน เดอะซีรีส์’ มันเกิดขึ้นได้เพราะต้องการจะเป็นซีรีส์ตั้งแต่แรก จริงๆ ไอเดียนี้ตั้งต้นมาจากผู้กำกับ (สุรศักดิ์ ป้องศร) เพราะว่าบททั้งหมดของไทบ้าน เดอะซีรีส์ มันถูกเขียนออกมาจากตัวละครที่มีอยู่ในชีวิตจริงบางส่วนและแต่งเพิ่มขึ้นบางส่วน ใช้ระยะเวลาปั้นกันกว่า 2 ปี อาจจะด้วยความไม่รู้ว่าต้องทำถึงขนาดไหนและตอนนั้นยังเด็กด้วยก็มีส่วน เพราะฉะนั้นรายละเอียดฉาก สถานการณ์ ตัวละครเลยถูกเขียนเอาไว้เยอะมากๆ เชื่อไหมว่าในห้องเขียนบทที่ออฟฟิศขนาด 5×5 เมตร ติดเต็มไปด้วยกระดาษบทหนังทั้งห้อง รายละเอียดทั้งหมดอยู่ตรงนั้น และด้วยความที่มันเยอะนี่แหละครับหนังของเราเลยต้องทำภาคแยกและมันยังสามารถสร้างภาคต่อได้เรื่อยๆ อีก แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็มีขอบเขตของมันอยู่นะ เพราะถ้าตัวละครนั้นเรื่องราวมันยาวเกินกว่า 2 ปี เราจะมองว่ามันตกยุคไปแล้ว นั่นหมายความว่า ไทบ้าน เดอะซีรีส์ จะอยู่ได้ประมาณ 3 ปี สาเหตุหลักคือเรื่องมันค่อนข้างเรียล อิงกระแส เกาะเทรนด์ที่มันกำลังมาและกำลังไปข้างหน้าเรื่อยๆ ซึ่งภาคแรกกินมา 1 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นเหลืออีกแค่ 2 ปีที่คนจะได้ดูคอนเท้นท์แบบนี้จากเราอีก หนังภาค 2 มันเลยออกมาเป็น 2 Part รวบ EP.1-6 อยู่ในพาร์ทแรก EP.7-12 อยู่ในพาร์ทสอง หลังจากนั้นแล้วเราก็ต้องยกเครื่องคิดใหม่กันอีกรอบแน่ๆ ครับ ถ้าถามว่า ‘จักรวาล ไทบ้าน’ จะเป็นยังไงในวันข้างหน้าคงตอบได้ไม่เต็มปาก ต้องดูกระแสหนังไทยหรือโอกาสในช่วงนั้นด้วย ทั้งหมดมันมีผลต่อการตัดสินใจทำอะไรต่อสำหรับเรามาก แต่ถ้าถามว่าเราวางแผนกันไปถึงไหนแล้วในตอนนี้ บอกเลยว่ามีอีกประมาณ 4 โปรเจคต์ครับที่เตรียมให้คนดูได้เซอร์ไพรส์”

  • ตัวละคร บท ‘หมอปลาวาฬ’ ที่เพิ่งถอนตัวออกไป คงไม่มีใครตอบเคลียร์ได้ดีเท่าโอมอีกแล้ว อยากให้เคลียร์ชัดๆ อีกที?

“มันเป็นความสบายใจหรือไม่สบายใจที่เรากับน้องอยากทำงานร่วมกันต่อ จริงๆ ความอยากทำต่อมันมีนะจากที่เราได้เคลียร์กันจบไปแล้ว แต่มันก็มีบางอย่างที่ตัวน้องเองกับเราอาจจะมองคนละมุม อีกอย่างคือน้องยังเรียนอยู่ ซึ่งเวลาเรียนกับทำงานตรงนี้มันก็ไม่ได้เอื้อกันเท่าไหร่ รวมถึงเวลาที่มันมีโปรเจคต์ใหญ่ๆ ที่ต้องไปพบผู้ใหญ่ นายทุน ก็ไม่ลงตัวกันกับเวลาที่น้องสะดวก สุดท้ายน้องเลยขอถอนตัว แต่เรายังคุยกันได้ปกตินะในฐานะพี่น้องที่เรียนที่เดียวกันมาแค่ไม่ได้ร่วมงานกันแล้วเฉยๆ ไม่ได้ผิดใจอะไรกัน ตอนนี้ก็พยายามสื่อสารให้แฟนคลับเข้าใจกับเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด ส่วนที่ยังเอาคาแรกเตอร์ ‘หมอปลาวาฬ’ มาทำต่อ คือ จริงๆ เราสามารถเปลี่ยนได้นะไม่ได้ติดอะไรเลย แต่เพราะผู้กำกับยืนยันว่าในภาคนี้มันจะมีกิมมิคบางอย่างที่ต้องเล่นกับตัวละครนี้อยู่เลยตัดตัวละครนี้ออกไปยังไม่ได้ ก็เลยกลายเป็นว่าตัวละครนี้ยังอยู่โดยเป็นน้องคนใหม่มารับบทแทน ซึ่งเราพยายามแคสติ้งมาให้เหมือนมากที่สุด อยากให้ติดตามกันครับ”

  • ภาคนี้คนดูจะได้เห็นความแปลกใหม่อะไรบ้าง? เตรียมอะไรไว้ให้ทุกคนต้องพีคใจ!

            “แน่นอนว่าวิธีการเล่าเรื่องมันก้าวไปอีกขั้นกว่าภาคแรกแน่ๆ ครับ หลายอย่างมันพัฒนาขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเราถ่ายเป็นซีรีส์ไปแล้วกลับมารวบตอนให้กลายเป็นหนังถึง 2 ภาค คือ ความพลิกหลายตลบแบบนี้ก็เชื่อว่ามันไม่เหมือนใคร ความสนุกรับรองว่าอยู่ครบเพราะเราเล่าเรื่องในสไตล์ที่ยังคงคอนเซปต์เดิม คือ ความจริงใจ ซื่อสัตย์ต่อคนดู ภาคนี้สิ่งที่คนดูสงสัยในภาคแรกหรือคาใจจะชัดเจนขึ้น ปูมหลังของตัวละครแต่ละตัวที่จะลึกและมีมิติมากขึ้น เช่น ‘โรเบิร์ต’ (ต้องเต ธิติ ศรีนวล) ในบทคนบ้า ภาคนี้ผู้ชมจะได้รู้มากขึ้นว่าทำไมเขาถึงเป็นบ้าอันนี้ก็จะมีเรื่องราวเล่าถึง รวมถึงคู่ ‘ครูแก้ว’ กับ ‘จาลอด’ จะเป็นยังไงต่อหลังจากวุ่นวายกันมาพักใหญ่ แล้วฝั่ง ‘หมอปลาวาฬ’ ที่ถูกเล่าต่อนิดหน่อยหลังอกหักจากจาลอดในเพลง ‘บ่เป็นหยัง เค้าเข้าใจ’ จะเป็นยังไง มันมีทั้งเล่าย้อนเพื่อเคลียร์ด้วยส่วนหนึ่งและเล่าไปข้างหน้าด้วย ซึ่งถือเป็นกำไรของคนดูนะที่จะได้ดูหนังต่อกันเลยแบบไม่ต้องเสียเวลารอเหมือนภาคที่แล้ว เพื่อให้ความสนุกของมันยังอบอวลและทุกคนยังไม่ลืม เรียกได้ว่าเปิดต้นปีแล้วต่อกลางปีเลยอาจจะไม่ถึงปลายปีด้วยซ้ำในพาร์ทสอง ความพีคที่เตรียมให้คนดูผมว่าคนดูทุกคนจะได้สุดกับหลายๆ ตัวละครแบบที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน อย่างตัวละคร ‘เซียง’ ที่เป็นถึงคาสโนว่าอีสานยังต้องหนีบวชเพื่อไปทำใจใต้ชายคาผ้าเหลือง มันต้องมีเหตุการณ์อะไรแน่ๆ ถึงทำให้ต้องตัดสินใจอะไรขนาดนั้น รวมถึงตัวละครอื่นๆ ที่จะกลับมาสร้างความสนุกให้ทุกคนได้หายคิดถึง ทั้งหมดที่เรานำเสนอรับประกันว่ามันมาจากเรื่องจริงๆ ที่เกิดขึ้นจริงๆ กับความเป็นอีสานในยุคนี้ เราหวังลึกๆ ว่าเมื่อดูเสร็จจะทำให้คนดูนึกถึงบ้านแล้วอยากกลับมาบ้าน ยังไงขอฝากภาพยนตร์ ‘ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2’ Part I ที่กำลังจะเข้าฉายด้วยนะครับ”

ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I เล่าเรื่องราวของ ‘เซียง’ (ชาติชาย ชินศรี) คาสโนว่าอีสานตัวพ่อช้ำได้รักหนีมาบวชเพื่อลืมความเจ็บปวดจากอดีตคนรัก ส่วนเพื่อนซี้อย่าง ‘จาหลอด’ (ณัฐวุฒิ แสนยะบุตร) ที่แม้จะสมหวังกับ ‘ครูแก้ว’ (ธันวาพร นาสมบัติ) แต่ชีวิตก็ไม่สวยงามอย่างฝัน ในขณะที่ ‘ป่อง’ ที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกข้าวนาโยน ก็ล้มเลิกความคิดที่จะทำเซเว่นและคิดอยากสร้างแบรนด์ผักสดขายทางออนไลน์ของตนเองโดยมีเงื่อนไขจากพ่อคือต้องบวช

ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I  เข้าฉาย 22 กุมภาพันธ์นี้ ในโรงภาพยนตร์ ติดตามเหล่าไทบ้านสไตล์เฟียสๆ ได้ที่ : www.facebook.com/ThiBaanTheSeries

ตัวอย่าง ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I (Official Trailer)

ตัวอย่าง ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I (Official Trailer)ไผ๋อยากชวนไผ๋ไปเบิ่งกะแท็กหาเขาเด้อ!!.22 กุมภาพันธ์ นี้ ทุกโรงภาพยนตร์#ไทบ้านเดอะซีรีส์2

โพสต์โดย ไทบ้าน เดอะซีรีส์ บน 26 ธันวาคม 2017

Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Share on Tumblr

Post comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

© 2015 All rights reserved. สาขานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม