เล่น’Line’เป็นภัย..ความมั่นคง?

กลายเป็นข้อกังขาของสังคมอีกครั้ง…ตั้งแต่การ “กด Like” ในเฟซบุ๊ก อาจติดคุกหรือเสียค่าปรับเป็นแสน มาวันนี้ แค่การพูดคุยผ่านโปรแกรม “Line” ก็อาจกระทบความมั่นคงของชาติ!!

เมื่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) อ้างว่า การสื่อสารผ่านโปรแกรมไลน์ อาจกระทบความมั่นคงของชาติ โดยได้ขอความร่วมมือกับ “Na-ver Japan” ผู้ให้บริการโปรแกรมไลน์ เพื่อจะขอข้อมูลที่มีการสนทนาผ่านโปรแกรมไลน์ รวมถึงข้อมูลรายชื่อของผู้ใช้รายนั้นๆ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณายอมรับตามคำร้องของผู้ให้บริการ

กระแสการควบคุมการสื่อสารในสังคมโซเชียลเน็ตของ “ปอท.” อาจทำให้ผู้ใช้โปรแกรมไลน์กว่า 10 ล้านคน ในเมืองไทยไม่พอใจ!!!

หนึ่งในนั้น “พานทองแท้ ชินวัตร” ลูกชายอดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “Oak Panthongtae Shinawatra” ระบุว่า ไม่เห็นด้วยครับ หาก ปอท.จะออกกฎเกณฑ์ในการควบคุมการใช้ Line Application จริงๆ โดยอ้างว่ากระทบต่อความมั่นคงของชาติ

ผมไม่เชื่อว่า กฎเกณฑ์นี้จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล เนื่องจากตัวผมเองใช้ Line และแอพฯ อื่นๆ ในการสื่อสารกับ ทั้งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน(อาปู) และอดีตนายกรัฐมนตรี(คุณพ่อผมเอง) อยู่เกือบทุกวัน โดยที่ท่านทั้ง 2 ไม่เคยตำหนิหรือพูดถึงแอพฯ ต่างๆ เหล่านี้ ในแง่ลบแต่อย่างใด

Application ประเภท Line นี้ ถือเป็นตัวกลางทางด้านการสื่อสารฯ เหมือนถนนที่รถใช้วิ่งแหละครับ คนขับอาจใช้เพื่อประโยชน์ในการคมนาคม หรือขับเพื่อไปทำทุจริตผิดกฎหมายได้ แต่มันน่าจะเป็นความผิดของผู้กระทำแต่ละคน มากกว่าที่จะเหมาว่าเป็นความผิดของถนนหรือของรถวิ่งไปมาทั้งระบบ

อ่านแล้วนึกถึงตอนที่ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เคยเสนอว่าจะให้บล็อก Facebook แล้วโดนชาวเน็ตรุมประณามด่า จนเสียผู้เสียคนจนทุกวันนี้นะครับ ไม่ดีเลยครับไม่ดี ตำรวจในยุคนี้ต้องเป็นมิตรกับประชาชน อย่าไปเสนอความคิดเห็นอะไรเลียนแบบ ทีมโฆษกฯ ปชป.เขาเลยครับ

โพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้ามากดไลค์และร่วมแสดงความคิดเห็นเกือบพันรายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง อาทิ คุณ “Pirun Khuntasamaso” เชื่อว่า ทางเจ้าโปรแกรมไลน์คงจะไม่ให้ความร่วมมือ เพราะเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนตัว, คุณ “ยอดมนุษย์ เสื้อขาวสีแดง” มองว่า อย่าลิดรอน สิทธิและเสรีภาพประชาชน ตำรวจเองก็ใช้ไลค์ในการรายงานสถานการณ์ เพราะส่งรูปได้ จะมากีดกันประชาชนทำไม

คุณ “Sanha Komalavibhata” สะท้อนว่า การปกครองยังเป็นประชาธิปไตยเทียม จึงสะท้อนแนวความคิดแบบเผด็จการ ที่ฝังอยู่ในยีนของคนไทยออกมา จากการกระทำของผู้มีอำนาจปกครอง คือต้องการควบคุมทุกอย่าง รู้ทุกเรื่องที่ประชาชนคิด ประชาชนทำ พวกนี้จะเป็นพวกตกรถไฟแห่งการพัฒนา ความก้าวหน้าทางสติปัญญา, คุณ “Sayan Suriyawong” มองว่า ระบบการสั่งการของตำรวจ ยังพึ่งพาระบบนี้อย่างแพร่หลาย และได้ผลดีในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปคิดให้มันล้าหลัง

ด้าน คุณ “หมากใต้” จากเว็บไซต์พันทิปดอทคอม รู้สึกไม่เห็นด้วยเช่นกัน โพสต์กระทู้ว่า “ไปกันใหญ่ !! สำนักงานตำรวจเตรียมคุมแชทผ่านแอพ Line อ้างกระทบความมั่นคงของชาติ”

คุณ “กาแฟยามบ่าย” แสดงความคิดเห็นผ่านกระทู้ดังกล่าวว่า นึกขำๆ ว่าต้องใช้คนขนาดไหน ถึงจะตามสอดส่องคนทั้งประเทศไทยที่กำลังคุยไลน์กันอยู่ ตั้งแต่เรื่องสัพเพเหระ จนถึงเรื่องจีบกัน แล้วยังต้องไปไล่บี้ สารพัด social app. อีกมากมาย คิดได้ แต่ทำได้ยากมาก

คุณ “jarungkit” เสริมว่า ถ้าเป็นการตรวจสอบเป็นกรณีๆ ไปอันนี้สนับสนุน แต่จะมาตรวจจับทุกข้อความที่ส่งอันนี้ละเมิดสิทธิประชาชน เขาจะคุยอะไร ทำไมต้องมายุ่งด้วย ว่างนักน่าจะลงไปดูแล 3 จังหวัดภาคใต้ดีกว่า

ขณะเดียวกัน ในพันทิปได้มีการตั้งกระทู้ถามถึง “การตรวจสอบ Line ทำได้อย่างไร?” ตลอดจนประเด็นข่าวที่ตำรวจเตรียมคุมการใช้โปรแกรมไลน์ โดยมีสมาชิกมาแสดงความเห็นหลากหลายมุมมอง

อาทิ คุณ “กระเบนธง” มองว่า Line มี Log เก็บบทสทนา ของแต่ละคนไว้ใน Database ของแต่ละคนไว้อยู่แล้ว ตำรวจจะขอดู ก็ขอให้ Line ตรวจสอบให้โดยทางตำรวจเองก็ต้องมีข้อมูลเบื้องต้นแล้วว่ามันมาจาก ID ไหน ขั้นตอนมันมีแค่นั้น แต่บางคนอ้างว่าทำแบบนี้ เป็นการละเมิดสิทธิ์ ซึ่งสิทธิ์ใน Line ของท่านหมดลง ตั้งแต่ท่านกด Accept แล้วก็ Next แล้วครับ ในข้อตกลงเรื่องเปิดเผยข้อมูลย่อมมีอยู่

คุณ “Valentika” บอกว่า แม้จะกรองด้วยคียเวิร์ด ก็ยังเข้าข่ายละเมิดอยู่ดี ที่อยู่ดีๆ จะพัฒนาแอพไปดักกรองข้อความที่ server ใหญ่ของ line และถ้ามีคำใดที่ตรงตามคีย์เวิร์ด ให้รายงานและดึงการสนทนานั้นขึ้นมาส่งให้ตำรวจ เพราะการสนทนาไลน์คือการสนทนาระหว่างบุคคลที่จงใจคุยกัน เหมือนต่อสายโทรศัพท์ แต่จู่ๆ การที่ถูกดึงข้อความออกมาก็เหมือนตำรวจจะเอาโปรแกรมไปติดที่องค์การโทรศัพและดักฟังคำพูดที่ตรงกับคีย์เวิร์ด และโอนสายมาให้ตำรวจดักฟังนั่นแหละ วิธีการแบบนี้ทำได้ทางเทคนิค แต่ประเทศที่เจริญแล้วไม่มีใครทำกัน แม้แต่ “อเมริกา” เพราะมันละเมิดสิทธิ์ของประชาชนทุกคน

ส่วนเว็บไซต์กระปุ๊กดอทคอม โพสต์ข่าวว่า “ปอท.ยันตรวจสอบสนทนา LINE แค่กลุ่มต้องสงสัย-ประชาชนอย่าห่วง” แต่คุณ “NoBoDy” มองว่า แล้วจะเชื่อได้ยังไงว่าจับตาแต่กลุ่มนั้น แล้วข้อพิสูจน์ตรงไหนว่าคนไหนควรจับตามอง ไม่ว่ากระทำการด้านไหน ถ้าล่วงล้ำมาจับตาดูข้อความที่สนทนาในห้องปิดห้องส่วนตัว ย่อมละเมิดสิทธิส่วนบุคคล, คุณ “พล.” เสริมว่า ประเทศนี้ เป็นประชาธิปไตย จะไม่ให้ประชาชนแสดงความเห็นอะไรเลยหรือ อย่าให้มากไป ถ้าประชาชนทนไม่ไหวขึ้นมา แล้วจะได้เห็นว่าพลังมวลชนที่แท้จริงเป็นอย่างไร!!

จากข้อสงสัยการควบคุมการพูดคุยผ่านโปรแกรมไลน์นั้น ทางเทคนิคสามารถทำได้หรือไม่ “คม ชัด ลึก” สอบถามไปยังแหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงผู้ให้บริการเครือข่ายระบบโทรศัพท์มือถือค่ายหนึ่ง ให้ความคิดเห็นว่า ไม่สามารถที่จะทำได้ เนื่องจากระบบไลน์มีเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ต้องขึ้นอยู่กับว่าผู้นั้นสามารถที่ประสานงานกับเจ้าของเซิร์ฟเวอร์ได้ดีแค่ไหน เพราะระบบไลน์มีผู้ใช้จำนวนมากทั่วโลก

“ที่สำคัญ ผู้ที่จะไปขอความร่วมมือจะรู้ได้อย่างไรว่า บุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้ไลน์ชื่ออะไร หรือกลุ่มอะไร ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากและซับซ้อน เชื่อว่าผู้ให้บริการระบบไลน์หรือเจ้าของเซิร์ฟเวอร์ไม่น่าที่จะให้ความร่วมมือเท่าไหร่นัก และเชื่ออีกว่า ในต่างประเทศยังเคารพสิทธิส่วนบุคคลอยู่ คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้ความร่วมมือ ไม่เหมือนกับการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ในประเทศไทย เพียงแค่ตำรวจผู้มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนทำเอกสารทางราชการ เพื่อมาขอตรวจสอบการใช้โทรศัพท์มือถือ โดยอ้างข้อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ส่งมาถึงทางฝ่ายกฎหมาย ก็ต้องทำบันทึกไว้และเก็บเอกสารนั้นไว้ เพราะไม่มั่นใจว่า ผู้ใช้โทรศัพท์หมายเลขนั้นเป็นคนร้ายหรือไม่ ที่สำคัญ บริษัทค่ายมือถือเกรงว่าจะกระทบสิทธิส่วนบุคคล และอาจกระทบต่อการทำงานของบริษัทค่ายมือถือเอง” แหล่งข่าวรายเดิมให้ข้อมูล

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนหลายนายมีความเห็นตรงกันว่า ระบบไลน์ ก็เหมือนกับระบบของ “บีบีแชท” ในโทรศัทพ์แบล็กเบอร์รี่ ซึ่งคนร้ายมักใช้ในการส่งยาเสพติด ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะเซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศ และมักไม่ได้รับความร่วมมือในการสืบสวนสอบสวน ไม่เหมือนกับการขอตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ตามอำนาจหน้าที่

“แต่ในประเด็นทางการเมือง หรือธุรกิจมืด แล้วจะขอความร่วมมือในการตรวจสอบนั้น เจ้าของเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น ย่อมเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า เขาไม่ชอบให้ประเทศใดในโลกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง และที่สำคัญจะเอาเจ้าหน้าที่ที่ไหนไปนั่งประกบคนญี่ปุ่น เพื่อเฝ้าดูการสื่อสารในไลน์ด้วยภาษาไทย อย่างไรก็ตาม การสมัครโปรแกรมไลน์บางคนก็สมัครด้วยหมายเลขโทรศัพท์ หรืออีเมล ถ้าหากใช้อีเมลปลอมยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่” ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนนายหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตุ

ที่มา http://www.komchadluek.net

Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Share on Tumblr

Post comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

© 2015 All rights reserved. สาขานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม