ยุคชุลมุน “สื่อไทย” ถูกตลาดครอบงำ ทำข่าวเป็นแค่ 3 แบบ

wisut0

บางช่วงบางตอนของคำกล่าวของ “วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์” นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ในงานเสวนาเรื่อง “การกำกับดูแลที่ควรเป็นในสังคมไทย : กรณีการนำเสนอข่าวและเนื้อหาโฆษณา” ที่จัดโดยสำนักงาน กสทช.ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2556 ที่โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ กทม.

1.การเบ่งบานสื่อเวลานี้มีในเชิงปริมาณ ทั้งทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี และทีวีดิจิทัล แต่ปริมาณไม่ได้แปลว่าอิสรภาพ เสรีภาพเบ่งบาน เพราะมันมีเยอะเกินไป อีกคำถามคือเสรีภาพมีจริงหรือเปล่า เพราะวิทยุ 100% เป็นของรัฐ ทีวีหลัก เกือบ 100% เป็นของรัฐ ดังนั้นเรื่องเสรีภาพจึงเป็นประเด็นที่ต้องตั้งคำถาม จะควบคุมดูแลสื่อกันอย่างไร เพราะวันนี้ก็มีปัญหา ระหว่างสื่อหลักกับสื่อใหม่

2.สื่อใหม่ผมคิดว่ามีเสรีภาพเต็มที่ ส่วนการตรวจสอบยังเป็นปัญหา เพราะแค่ปลายนิ้วก็แพร่กระจายไปได้ทั่ว ส่วนสื่อหลัก จริยธรรม จรรยาบรรณ ความรับผิดชอบ อาจมีการเคยพูดในวงการ กาลครั้งหนึ่งเคยถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก หรือแปะไว้ที่ข้างฝา แต่ยุคสมัยนี้มีการพูดถึงกับมากขึ้น หยิบมาจากลิ้นชักดูว่ายังอยู่ไหม

3.เดิมสื่อตรวจสอบความถูกต้องจากทุกคน ยกเว้นตัวเอง แต่ทุกวันนี้สื่อถูกตรวจสอบเยอะมาก ใครบอกว่าผู้บริโภคไม่มีพลังในการตรวจสอบ ผมว่าไม่จริง อย่างกรณีแร่ใยหิน มีการโฆษณาสปอตเร็วๆ นี้ คนที่พบเห็นก็ถามว่าให้โฆษณาได้อย่างไร เพราะข้อความไม่เป็นจริง สุดท้ายเลยมีการถอดสปอตโฆษณานั้นออกไป

4.คำพูดว่าแมลงวันไม่ตอมแมลงวัน สื่อไม่ตรวจสอบกันเอง ไม่เป็นจริงอีกต่อไป เวลานี้แมลงวันตอมกันหึ่งเลย ฟ้ามันเปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นจริยธรรม จรรยาบรรณถูกลุกขึ้นมาตรวจสอบ จึงคิดว่าเป็นไปได้ไหม ที่สำนักข่าวทุกแห่ง สถานีทุกสถานี จะมีช่องรับเรื่องร้องเรียน

5.ผมยังเชื่อมั่นเรื่องการดูแลกันเอง ดูรูปแบบจากสภาวิชาชีพวิทยุโทรทัศน์ ที่มีคนภายนอกเกือบ 50% มาเป็นกรรมการภายในมีการดูแลกันได้ระดับหนึ่ง เช่นมีการยกหูว่า ตีหัวมากไม่ดี โฆษณาตัวนี้ไม่ดีนะ แต่ระดับชาติ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเสือกระดาษ ตรวจสอบมากก็ลาออก ร้องเรียนมากก็ลาออก ผมเคยมีตัวอย่าง กรณีไอทีวี ที่ลาออกไป แต่ตอนหลัง ก็กลับมา เพราะรู้ว่าต้องมาช่วยกัน โอเค ใครจะลาออกก็ออกไป สมมุติใครไปทำอะไรไม่ดีไว้ สมาคมสื่อตรวจสอบ ลาออก แต่ผมคิดว่าสภาพต่อไป สังคมจะบังคับให้คนรวมตัวเป็นสมาคมวิชาชีพ ให้ดูแลกันเอง ตรวจสอบกันเอง ครั้นไปพูดถึงเรื่องให้ กสทช.เข้ามากำกับดูแล ยอมรับว่าไม่ไว้ใจ

6.คือผมไม่ค่อยไว้วางใจ อำนาจกลางๆ ที่จะมาดูแลสื่อ ระยะแรกผมเชื่อมั่นการดูแลกันเอง ผมยังเชื่อว่าในวงการ คุยกันได้ แต่อนาคตควรจะขยายจากสื่อหลัก ไปยังสื่อใหม่ ในระยะไกล เราไม่แน่ใจว่าจะดูแลได้ทั่วถึงหรือไม่ เพราะอาจมีสื่อที่ควบคุมกันไม่ได้

7.เรื่องเงินสนับสนุน ถ้า กสทช.จะให้กับองค์กรวิชาชีพ ส่วนตัวเห็นว่าเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่นี่พูดในฐานะสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย เป็นองค์กรที่อยู่มานาน ถ้าเป็นองค์กรวิชาชีพใหม่ๆ กสทช.อาจจะให้เงินตั้งตัวได้

8.เรื่องใหญ่เวลานี้ คือวงการสื่อมันเปลี่ยน ถ้าพูดถึงข่าว เราทำเพื่อข่าว เพื่อมวลชน แล้วโฆษณาค่อยตามมา โครงสร้างสถานีทั่วไป ข่าวกับรายการจะแยกจากตลาด ตลาดจะไม่เข้าไปแตะต้องข่าว ยุคหนึ่งมีกองบรรณาธิการ ที่เราเรียกว่า กอง บก.เทวดา เพราะจะทำข่าวอะไร ตลาดก็ยุ่งไม่ได้ พอมายุคกลางๆ กอง บก.ทำข่าว ตลาดก็จะเข้ามาขอทำกิจกรรมเพื่อตลาด นี่คือความเปลี่ยนแปลง คือตลาดเริ่มรุกเข้ามา

9.ทุกวันนี้ คนที่กำหนดประเด็น มี 3 กลุ่ม 1.เอเจนซี่ 2.ลูกค้าตรงที่เป็นเอกชน และ 3.ลูกค้าตรงที่เป็นราชการ ทั้งกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ คนเหล่านี้คือผู้กำหนดวาระของข่าวตัวจริง ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่คนวงการสื่อต้องกลับมาทบทวนว่า สาระของสื่อคืออะไร คือการนำเสนอข่าวที่ถูกต้อง รอบด้าน ไม่ชี้นำ ใช่หรือไม่ ที่ผ่านมา เราอาจะหลงลืมบทบาท หรือบทบาทถูกทำให้บิดเบี้ยว ด้วยการที่มีตลาดเข้ามา กลายเป็นถูกแทรกแซงหรือไม่

10.สภาพเวลานี้ ข่าวที่ออกมาจึงมี 3 ลักษณะ เพื่อค้าขาย เพื่อเจ้านาย เพื่อความสะใจ คนสื่อจึงต้องกลับมาดูแลตัวเอง ผมเข้าใจว่าคนวงการสื่อส่วนใหญ่ อาจจะลืมว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร เพราะอย่างไรเสีย สื่อก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นการตรวจสอบ จึงต้องยอมรับการตรวจสอบ

 

หมายเหตุ : การแบ่งหัวข้อต่างๆ ทำโดยสำนักข่าวอิศรา

 

ที่มา  http://mediamonitor.in.th

Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Share on Tumblr

Post comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

© 2015 All rights reserved. สาขานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม