ภาพความรุนแรงกับการนำเสนอข่าวของสื่อ

ด้วยความที่สังคมยุคนี้ค่อนข้างเปราะบาง ผู้คนใช้ความรุนแรงกันมากขึ้นโดยประเมินจากยอดดัชนีการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนนั้น อัตราส่วนข่าวอาชญากรรมมีการตีแผ่ออกมาค่อนข้างมาก เช่น กรณีเรื่องของคู่รักคู่หนึ่ง ซึ่งแฟนหนุ่มเกิดหึงแฟนสาวเลยตามไปถึงหอพักของเธอ จนมีปากเสียงกันกระทั่งพนักงานรักษาความปลอดภัยเห็นเหตุการณ์เข้ามาห้ามปรามเลยถูกฆ่าดับสยอง

อย่างล่าสุดคือการเปิดศึกของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย กับสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ซึ่งยกพวกตะลุมบอลกันชนิดไม่เลือกสถานที่ ขอแค่เจอหน้าคู่อริ ขนาดอยู่ในห้างสรรพสินค้ามาบุญครองย่านผู้คนพลุกพล่านก็ไม่เว้นแต่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้กล้องวงจรปิดก็สามารถบันทึกภาพได้ทั้งหมด ซึ่งสื่อเองก็ไม่รอช้าเนื่องจากต้องมีการแข่งขันด้านความเร็ว และเจาะลึกข้อมูลกับสื่อคู่แข่ง ดังนั้นแต่ละที่จึงได้มีการนำภาพเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ได้จากสถานที่เกิดเหตุมาเผยแพร่เพื่อโชว์ความเก๋าของตัวเอง

การนำภาพเหตุการณ์ความรุนแรงสถานการณ์เดียว เสนอตอกย้ำเกือบจะทุกช่วงเวลาข่าวของแต่ละสถานี ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนหมู่มากในสังคมเพราะเป็นห่วงกลัวว่าลูกหลานของตนจะเลียนแบบ ดังนั้นวันนี้ “คม ชัด ลึก” เลยขอสัมภาษณ์ กิตติ สิงหาปัด เจ้าของและผู้ประกาศข่าวรายการข่าว 3 มิติ ซึ่งเขาได้ยืนยันว่าภาพจากกล้องวงจรปิดที่นำมาเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้นั้นไม่สามารถทำให้เด็กเกิดอยากทำตามแน่นอน

“ก่อนที่ทีมข่าวเราจะนำเสนอภาพความรุนแรงแต่ละอย่าง เราได้มีการกลั่นกรองอย่างดีแล้ว ว่าเรามีเหตุผลอะไรกึ่งนำเสนอภาพจากคลิปวิดีโอหรือภาพจากกล้องวงจรปิด อย่างภาพคนร้ายที่ฆ่าคน เรานำเสนอเพื่อจะให้ประชาชนที่เห็นหน้าคนร้ายแล้วเกิดบังเอิญรู้ข้อมูล จะได้ช่วยแจ้งกับตำรวจหรือคดี ที่ไม่คืบหน้าการที่เรานำเสนอข่าวไปก็เพื่อกดดันการทำงานของตำรวจให้เร็วขึ้น” กิตติแจกแจง

นอกจากนี้ ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง บอกด้วยว่า ไม่ได้นำเสนอภาพอุจาดตา หรือเอาภาพความรุนแรงมานำเสนอพร่ำเพรื่อ ทั้งนี้ได้ศึกษาจิตวิทยามาแล้ว ว่าภาพความรุนแรงไม่สามารถไปกระตุ้นให้เด็กหรือคนดูข่าวเสร็จอยากลุกขึ้นมาเอามีดไปไล่แทงคนตามข่าวที่ตัวเองดูหรือไปยกพวกตีกันเพราะข่าวมีความน่าเชื่อถือด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว เพราะได้เห็นบทสรุปของคนร้าย

สำหรับเหตุผลที่นำเสนอภาพคนร้ายทำรุนแรงกับเหยื่อจากกล้องวงจรปิดนั้น กิตติบอกว่านั่นเป็นการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ถ้าสื่อไม่นำเสนอความรุนแรงแล้วคนในสังคมจะรู้ว่ามันเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับสังคมตอนนี้

“อย่างเช่นภาพเด็กรุมตีกัน การที่เรานำภาพนั้นมานำเสนอ เพราะถ้าเล่าข่าวเฉยๆ คนก็ไม่เห็นภาพ บางทีสื่ออาจเป็นแค่กระจกสะท้อนปัญหา รายการ ก็ไม่ได้นำภาพความรุนแรงมาฉายวนไปวนมาหลายรอบเลย ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำอย่างนั้น แต่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าสื่อไม่นำเสนอข่าวพวกนี้อยากรู้คนจะหยุดฆ่ากันมั้ย” กิตติพยายามอธิบาย

พูดคุยกับฝั่งคนทำข่าวเสร็จแล้ว คราวนี้มาสอบถามความคิดเห็น พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผอ.สถาบันราชานุกูล (กรมสุขภาพจิต) เรื่องการนำภาพความรุนแรงมาเผยแพร่ของสื่อโทรทัศน์ว่าหากสื่อนำเสนอความจริงเธอพร้อมสนับสนุนการทำงาน แต่เหนืออื่นใดก็อยากให้ระวังเรื่องความรุนแรงที่ตีแผ่ออกไปด้วย การที่สื่อฉายภาพความรุนแรงซ้ำไปซ้ำมาตามรายการข่าวที่ทุกวันนี้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ที่ถือว่ามีอิทธิพลในการรับรู้ของคนดูมากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ กลัวว่าคนจะชาชินกับความรุนแรง

“จะเป็นไปได้มั้ยที่จะมีวิธีการนำเสนอข่าวเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงโดยไม่ต้องให้คนดูเห็นภาพ เพราะถ้าเด็กหรือผู้ชมข่าวเห็นภาพความรุนแรงบ่อยๆ ก็จะมองความรุนแรงเป็นเรื่องธรรมดา และพัฒนาความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างเมื่อก่อน เด็กตีกันอาจมีแค่ไม้แต่ปัจจุบันนี้ก็พัฒนามาเป็นปืน เพราะความรุนแรงที่นำเสนอบ่อยๆ บางทีมันอาจเป็นการบอกวิธีแก้ปัญหา ให้คนใช้ความรุนแรง และแม้สื่อจะบอก ว่าความรุนแรงที่นำเสนอไปนั้นเป็นการรายงานข่าว ไม่ได้จงใจจะนำเสนอภาพความรุนแรงเลย แต่การเลือกภาพก็อยากให้มีกระบวนการกลั่นกรองให้มากขึ้น

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหานั้น เข้าใจว่าข่าวร้ายเป็นข่าวที่คนอยากรู้ แต่สื่อก็ต้องนำเสนออย่างมีหลักการ ในต่างประเทศ จะมีรายการข่าวทั้งในแบบผู้ใหญ่และแบบของเด็กที่สำคัญหลายฝ่ายคงต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากตัวสื่อเองและพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กควรดูแลลูกหลานอย่างใกล้ชิด เวลาดูข่าวด้วยกันก็ควรถามเขาว่าเห็นข่าวนี้แล้วมีความรู้สึกอย่างไร แล้วถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับตัวเองจะทำอย่างไร” พญ.พรรณพิมลกล่าวเสนอแนะ

 

55_4

ขอบคุณที่มาhttp://www.thaihealth.or.th/node/7832

Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Share on Tumblr

Post comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

© 2015 All rights reserved. สาขานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม