น้ำลด…เขื่อนผุด ผลประโยชน์บนคราบน้ำตา

น้ำลด...เขื่อนผุด ผลประโยชน์บนคราบน้ำตา

โต๊ะข่าวสิ่งแวดล้อม : รายงาน
บทเรียนจากน้ำท่วมประเทศไทยช่วงปลายปี 2554 อาจจะสร้างความรู้สึกวิตกและหวาดหวั่นให้ใครหลายคนเมื่อช่วงหน้าฝนมาเยือน แต่ใครจะรู้ว่าฤดูฝนสำหรับพี่น้องชาวอีสานในหลายพื้นที่ เปรียบดังพรจากสวรรค์ที่พวกเขารอคอย แม้ฝนจะนำพามวลน้ำจำนวนมากเข้าท่วมพื้นที่ที่เป็นไร่นา ที่อยู่อาศัย แต่พวกเขาไม่เคยหวั่นใจกับน้ำท่วมเลย

ทว่า ภาพความสุขใจเมื่อเห็นน้ำท่วมของคนอีสานค่อยๆหมดไป เมื่อหลายพื้นที่เริ่มมีการกั้นลำน้ำด้วยเขื่อน และฝายชะลอน้ำ ด้วยแนวคิดที่ว่า ต้องกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง แต่เมื่อถึงหน้าฝนเขื่อนและฝายเหล่านี้ เป็นวัตถุชั้นดีที่กั้นลำน้ำให้ท่วมและเปลี่ยนการไหลของน้ำจนผิดธรรมชาติสุขใจเพราะน้ำท่วม
หลายปีแล้วที่มีวัตถุประหลาดทรงเหลี่ยมกั้นลำน้ำในหมู่บ้านอีโก่ม ต.เทอดไทย อ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด ชาวบ้านละแวกนั้นรู้แต่เพียงว่าเป็น ‘เขื่อน’ กั้นลำน้ำ เมื่อหน้าฝนมาเยือนจึงทำให้น้ำไม่สามารถระบายออกไปได้ จึงกลายเป็นเวิ้งน้ำที่ท่วมขังกินเวลานาน

บุญจันทร์ สาระกลม ชาวบ้านอีโก่ม ย้อนความให้ฟังว่า ในช่วงฤดูฝนบริเวณบ้านอีโก่ม
และหมู่บ้านใกล้เคียงจะประสบกับปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี และในทุกครั้งน้ำจะเข้าท่วมในระยะสั้นๆเพียงแค่ 7-15 วัน จากนั้นไม่นานน้ำก็จะแห้งไปเองตามธรรมชาติ พร้อมกับนำความอุดมสมบูรณ์เข้ามาสู่พื้นที่ทั้งพืชพรรณ ธัญญาหาร แต่ภาพเหล่านี้ได้กลายเป็นแค่เพียงความทรงจำในอดีตของชาวบ้านไปแล้ว
ก่อนหน้าที่จะมีการสร้างเขื่อน พ่อบุญจันทร์เล่าว่า มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาชี้แจงให้กับชาวบ้านได้รับทราบว่าจะมีการสร้างเขื่อนขึ้นมาเพื่อเป็นการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง โดยบอกเพียงแค่ว่าเขื่อนที่จะสร้างนั้นมีลักษณะเป็นเขื่อนยาง รวมถึงไม่ได้มีการมาทำประชาพิจารณ์กับชาวบ้านและสำรวจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแต่อย่างใด ความผิดปกติของโครงการนี้เริ่มปรากฏให้เห็นหลังจากที่การก่อสร้างเขื่อนยางได้กลายเป็น
เขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่

น้ำลด...เขื่อนผุด ผลประโยชน์บนคราบน้ำตา

พ่อบุญจันทร์ เล่าถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นว่า เขื่อนนำมาซึ่งปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และท่วมในระยะเวลาที่นานผิดปกติ จนต้องอพยพขึ้นไปอยู่บนท้องถนนหรือพื้นที่อื่นๆ เพื่อรอเวลาน้ำลดจึงจะกลับเข้าที่พักได้ นอกจากต้องอพยพเพื่อหนีน้ำท่วมซ้ำซากแล้ว เมื่อน้ำท่วมเป็นระยะเวลานานยังส่งผลให้ระบบนิเวศท้องถิ่นเริ่มเปลี่ยนแปลงไป พืชพรรณ ธัญญาหารท้องถิ่นที่เคยอุดมสมบูรณ์ปลาน้ำจืดนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น ปลาเสือ ปลายาง ปลาแมว ปลาก่ำ ที่เคยเป็นอาหารของชาวบ้านแถบลุ่มน้ำชีก็หายไป

“พอมีเขื่อนในพื้นที่เมื่อฝนตกน้ำก็มามากกว่าปกติ จนเก็บของไม่ทัน ต้องอพยพไปอยู่บนถนนทั้งคนทั้งสัตว์เป็นเวลานานเพราะบ้านถูกน้ำท่วม แหล่งอาหารก็หายไปจากที่เคยมีให้กินตลอดปี สภาพแวดล้อมก็เสื่อมโทรมลงไป” พ่อบุญจันทร์ เล่าถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาได้มีการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลในเรื่องของภัยพิบัติ แต่พ่อบุญจันทร์ มองว่า เงินช่วยเหลือในส่วนนี้ไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดขื้น และเทียบไม่ได้กับผลกระทบทางด้านจิตใจของชาวบ้านที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ที่ต่างรอคอยความหวังว่าเมื่อใดที่ทางรัฐบาลจะเข้ามาเยียวยาช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาเช่นนี้

น้ำลด...เขื่อนผุด ผลประโยชน์บนคราบน้ำตา

วิจัยไทบ้านค้นพบคำตอบ หลังจากได้รับผลกระทบมาเป็นเวลานานโดยที่ยังไม่ทราบถึงที่มาที่ไปของพิบัติภัยที่เกิดขึ้น ก็ได้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อทำวิจัยในชื่อว่า “กลุ่มวิจัยไทบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่าง” โดยการนำของ ศิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานกลุ่มพิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรชุมชนลุ่มน้ำชีตอนล่าง ที่เกิดขึ้นเนื่องจากเล็งเห็นปัญหาของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

ศิริศักดิ์ร่วมมือกันกับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบเพื่อหาสาเหตุจนค้นพบว่า การที่น้ำท่วมส่วนหนึ่งไม่ได้เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างเดียว แท้จริงแล้วเกิดจากการสร้างเขื่อนหรือฝายยาง ซึ่งมาจากน้ำมือมนุษย์เป็นสำคัญ เพราะถ้ามีการกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนหรือรอปล่อยในช่วงที่วิกฤติอย่างเดียว น้ำจำนวนมากก็จะไหลท่วมพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านอย่างคับคั่ง ตลอดจนท่วมที่อยู่อาศัยร่วมด้วย ทำให้ชาวบ้านผู้ไม่รู้เรื่อง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องแบกรับความเสียหายอย่างเต็มๆ พร้อมทั้งรอรับความช่วยเหลือจากทางรัฐบาลที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติเรื่องอุทกภัย ซึ่งความช่วยเหลือนี้ก็ล่าช้าและค่าชดเชยก็ไม่เพียงพอกับสิ่งที่สูญเสียไป

เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงระดมชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมารวมกลุ่มทำวิจัยไทบ้านฯ ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยในด้านข้อมูลในการเข้าเรียกร้องความยุติธรรมจากรัฐบาล โดยไม่มีแค่การเข้าชุมนุมเพียงอย่างเดียว ชาวบ้านทุกคนต้องสามารถบอกที่มาที่ไปผลกระทบของตนให้ได้ สามารถเข้าใจถึงปัญหาที่ประสบและพบเจออย่างถ่องแทh

กลุ่มงานวิจัยไทบ้านนี้ก็มีสมาชิกประมาณ 900 กว่าคน โดยแบ่งออกเป็น 3 โซน คือ 1. บ้านอีโก่ม-อาจสามารถ 2. บึงงาม-เสลภูมิ 3. โพธิ์ชัย โดยในงานวิจัยที่ศึกษาจะประกอบไปด้วยเรื่อง ระบบนิเวศน์ เน้นแม่น้ำชีเป็นหลัก, การเลี้ยงวัวควาย, พันธุ์ข้าวเกี่ยวกับการทำนา, พันธุ์ปลาและเครื่องมือหาปลา, พรรณพืชและสมุนไพร รวมถึงทิศทางการไหลของน้ำ จากอดีต-ปัจจุบัน

“ทั้งยังทำหน้าที่หาข้อมูลมาสนับสนุน งานวิจัยไทบ้านของชาวบ้านทุกรูปแบบ ควบคู่กับการเป็นที่ปรึกษาให้กับชาวบ้านด้วย เมื่อมีกลุ่มงานวิจัยไทบ้านขึ้นทำให้รับรู้ว่า ชาวบ้านให้ความร่วมมืออย่างดีและทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น นอกจากการทำวิจัยแล้วยังมีกิจกรรมที่ให้ชาวบ้านทำร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ และเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยสอดแทรกการปลูกจิตสำนึกว่าพื้นที่แม่น้ำชีตอนล่างไม่ใช่พื้นที่กักเก็บน้ำ ต้องระบายน้ำไปสู่แม่น้ำมูล ถ้าเป็นการกระทำเช่นนี้จะเป็นการผิดจรรยาบรรณ และบ่งบอกถึงระบบการบริหารจัดการน้ำที่ไม่ดี จึงทำให้น้ำท่วมและส่งผลกระทบต่อชาวบ้านอย่างมหาศาลในทุกๆปี” ศิริศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายนักวิชาการแจงเหตุเกิดจากการพัฒนาของภาครัฐ

ในมุมมองของนักวิชาการอย่าง อาจารย์นิรันดร คำนุ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) กล่าวว่า ในสังคมปัจจุบันถูกทำให้เรามองเห็นแง่มุมเกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติเพียงด้านเดียว ทั้งจากโครงสร้างของรัฐที่ผ่านงานพัฒนาต่างๆ หน่วยงานที่สนับสนุนในการแก้ไขปัญหา ซึ่งชาวบ้านเองก็คิดว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้องปรับตัว

นักวิชาการท่านเดิมเห็นว่า แท้จริงแล้วมีอีกหลายแง่มุมที่ยังซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งยังไม่ถูกเอามาพูดคุยหรือถูกตีแผ่ให้ชาวบ้านเข้าใจว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นจากการพัฒนาของรัฐและเกิดขึ้นจากผลประโยชน์ที่แอบแฝง เช่น กรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลพื้นที่ต้องการให้น้ำท่วมเพื่อจะได้ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ และสามารถของบฉุกเฉินได้ ทั้งนี้เรื่องภัยพิบัติคนที่ถือวาทกรรมหลักคือภาครัฐ อย่างโครงการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ คือคนที่อยู่ในกลไกของภาครัฐ ที่มีบทบาทในการจัดการน้ำ เพราะฉะนั้นเมื่อทางภาครัฐให้ข่าวไปกลายเป็นความชอบธรรม ชาวบ้านเองก็เชื่อเพราะเป็นวาทกรรมหลักของสังคม
อย่างไรก็ตาม อ.นิรันดร มองว่า ควรทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้รู้ว่าปัญหาที่เผชิญอยู่ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ แต่ชี้ให้เห็นว่าเกิดจากสาเหตุใดและมีผลกระทบอย่างไรบ้าง ซึ่งชาวบ้านรู้ถึงปัญหาดีเพียงแค่ขาดคนที่จะเข้าไปพูดคุย ในมุมมองของนักวิชาการที่ทำได้คือช่วยทำให้เรื่องนี้ชัดเจนขึ้นและบอกกล่าวกับสังคมข้างนอกว่าประชาชนต้องเผชิญปัญหาอะไรอยู่ อีกส่วนหนึ่งที่ช่วยได้คือการต่อกลไกการแก้ไขปัญหา เพราะบางครั้งมีช่องว่างระหว่างสิ่งที่ชาวบ้านจะสื่อสารกับภาครัฐ เพื่อให้ชาวบ้านมีพลังขับเคลื่อนในการบอกถึงสิ่งที่กำลังเผชิญกับสังคมได้มากขึ้น

อ.นิรันดร กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝากถึงคนชั้นกลางในสังคมบางครั้งต้องเปิดพื้นที่รับรู้ข้อมูลในเรื่องพวกนี้บ้าง อย่างน้อยการที่รับรู้ว่าชาวบ้านเผชิญกับปัญหาอะไรอยู่ อย่างน้อยก็ทำให้พลังของคนที่คิดเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ต้องหันมามองชาวบ้านมากขึ้น บางครั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐยังทำงานอยู่บนหอคอยงาช้างอยู่ ยังนั่งรอให้ชาวบ้านเดินเข้ามาหาเพียงฝ่ายเดียว ภาครัฐต้องไปดูชาวบ้านในพื้นที่ด้วยว่าเผชิญกับปัญหาอะไร ทำไมที่ร้อยเอ็ดถึงเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้น ชาวบ้านต้องลุกเข้ามาหาเจ้าหน้าที่ภาครัฐเอง เพราะกลไกและนโยบายการแก้ไขปัญหาล่าช้า ทำอย่างไรที่ทำให้การแก้ปัญหาทันท่วงที เพราะเรื่องน้ำท่วมเกิดขึ้นทุกปี

แม้จะมีการช่วยเหลือเยียวยาจากทางรัฐบาล แต่แท้จริงแล้วนั่นเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กน้อยเท่านั้นไม่อาจเทียบได้กับผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับหลังจากมีการสร้างเขื่อน กรณีนี้จึงถือเป็นกรณีศึกษาให้กับทางรัฐบาลที่ก่อนจะมีการก่อสร้างเขื่อน ควรจะมีการศึกษาผลกระทบให้รอบด้าน จะได้ไม่เกิดคำถามในภายหลังว่าแท้จริงแล้ว “เขื่อนสร้างประโยชน์หรือโทษ” แก่ชุมชนและวิถีชีวิตของชาวบ้านมากกว่า

น้ำลด...เขื่อนผุด ผลประโยชน์บนคราบน้ำตา

Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Share on Tumblr

Post comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

© 2015 All rights reserved. สาขานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม